Picture of jungrainews
Home » อดีตรัชทายาทอิหร่านจี้ “ทรัมป์” ใช้กำลังทหาร! ม็อบพรึ่บมิวนิก-แคนาดาหนุนโค่นระบอบ

อดีตรัชทายาทอิหร่านจี้ “ทรัมป์” ใช้กำลังทหาร! ม็อบพรึ่บมิวนิก-แคนาดาหนุนโค่นระบอบ

แชร์บทความ

เดือดกลางเวทีโลก! “อดีตรัชทายาทอิหร่าน” บุกมิวนิก จี้ “ทรัมป์” ใช้ไม้แข็งสั่งสอนรัฐบาลเตหะราน ท่ามกลางม็อบนับแสนหนุนโค่นล้มระบอบ

อดีตรัชทายาทแห่งราชวงศ์อิหร่าน สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในเวทีการเมืองโลก เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เรซา ปาห์ลาวี ได้ปรากฏตัวบนเวทีการประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference) ประเทศเยอรมนี พร้อมส่งสารถึง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้พิจารณาใช้มาตรการทางทหารขั้นเด็ดขาดเข้าจัดการกับผู้ปกครองอิหร่าน โดยระบุว่าถึงเวลาแล้วที่ประชาคมโลกต้องเลิกเพิกเฉยต่อความโหดร้ายของระบอบปัจจุบัน

“การทูตล้มเหลว” เปิดฉากเรียกร้องปฏิบัติการทางทหาร

ในถ้อยแถลงที่ดุเดือด เรซา ปาห์ลาวี ชี้ให้เห็นว่า การเจรจาทางการทูตที่ผ่านมาไม่มีความหมายใดๆ และเป็นเพียง “ฉากหน้า” ที่รัฐบาลอิหร่านใช้ซื้อเวลาเพื่อปราบปรามประชาชนของตนเองอย่างโหดเหี้ยม เขาย้ำว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตที่รัฐบาลรายงานเพียง 3,117 คนนั้น เป็นเรื่องโกหกคำโต โดยนักวิเคราะห์และกลุ่มสิทธิมนุษยชนเชื่อว่ายอดผู้เสียชีวิตจริงจากการปราบปรามอาจสูงถึง 7,000 คน หรือในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจพุ่งแตะหลัก 30,000 – 40,000 คน จากการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมแบบไร้มนุษยธรรม

พลังมวลชนพรึ่บ! “มิวนิก-แคนาดา” รวมตัวนับแสนหนุนเปลี่ยนแปลง

สอดรับกับข้อเรียกร้องบนเวทีการประชุม บริเวณลานใจกลางนครมิวนิกได้กลายเป็นทะเลมนุษย์ เมื่อผู้ประท้วงกว่า 250,000 คน ออกมารวมตัวกันเพื่อแสดงพลังสนับสนุนชาวอิหร่าน ถือเป็นการชุมนุมครั้งประวัติศาสตร์ของเมือง โดยกลุ่มผู้ชุมนุมต่างชูธงชาติอิหร่านยุคก่อนปฏิวัติปี 1979 และตะโกนคำขวัญเรียกร้องให้ยุติระบอบสาธารณรัฐอิสลาม พร้อมสนับสนุนให้ เรซา ปาห์ลาวี ขึ้นเป็นผู้นำในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย

ขณะเดียวกันที่อีกฝั่งของโลก ณ นครโทรอนโต ประเทศแคนาดา คลื่นมหาชนนับแสนคนก็ได้ออกมารวมตัวกันเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับผู้ประท้วงในอิหร่าน ตอบรับคำเรียกร้องของอดีตรัชทายาทที่ต้องการให้ชาวอิหร่านทั่วโลกร่วมกันกดดันรัฐบาลเตหะรานให้ถึงที่สุด

สหรัฐฯ ขยับทัพ! เรือบรรทุกเครื่องบินจ่อประชิด “เตรียมแผนถล่ม”

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองเหล่านี้ เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานข่าวกรองที่ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดสำหรับ “ความเป็นไปได้” ในการเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ซึ่งอาจกินเวลานานหลายสัปดาห์หากได้รับไฟเขียวจากทำเนียบขาว

แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า แผนการโจมตีครั้งนี้มีความซับซ้อนสูง โดยเป้าหมายอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่โครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ แต่รวมถึงสถานที่ราชการสำคัญและฐานบัญชาการความมั่นคงของระบอบการปกครองอิหร่าน

สัญญาณเตือนภัยชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) สั่งเคลื่อนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford ซึ่งเป็นเรือรบที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในโลก จากทะเลแคริบเบียนมุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง เพื่อสมทบกับเรือ USS Abraham Lincoln ที่ประจำการอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม การเสริมเขี้ยวเล็บครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนระดับสูงสุดไปยังกรุงเตหะรานว่า สหรัฐฯ พร้อมรบทุกเมื่อหากสถานการณ์บานปลาย 🚢💥

บทสรุป: จุดเปลี่ยนอิหร่าน?

การออกมาเคลื่อนไหวของ อดีตรัชทายาทแห่งราชวงศ์อิหร่าน ผนวกกับพลังมวลชนทั่วโลกและการขยับทางทหารของสหรัฐฯ กำลังบีบให้สถานการณ์ในอิหร่านเดินหน้าสู่จุดแตกหัก โลกกำลังจับตาดูว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” จะตัดสินใจอย่างไร และระบอบการปกครองของอิหร่านจะสามารถต้านทานแรงกดดันมหาศาลรอบด้านนี้ได้หรือไม่ หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ในตะวันออกกลาง

แชร์บทความ