สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ทำให้ “ช่องแคบฮอร์มุซ” กลับมาเป็นที่จับตาของทั่วโลกอีกครั้งในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและพลังงานของโลก เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุด
ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นช่องแคบที่เชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ ถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ (Choke Point) ทางการเดินเรือที่สำคัญที่สุดในโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปริมาณน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ในแต่ละวัน ทำให้ชาติมหาอำนาจและประเทศคู่ค้าทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับเสถียรภาพในบริเวณนี้อย่างใกล้ชิด ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในมิติของพลังงาน แต่ยังรวมถึงการค้าสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ การรักษาเส้นทางเดินเรือให้เปิดอยู่เสมอจึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของนานาชาติ

ผลกระทบหากช่องแคบถูกปิด
การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการทหารหรือการเมือง จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกในทันที เนื่องจากจะทำให้การขนส่งน้ำมันปริมาณมหาศาลหยุดชะงัก นำไปสู่ภาวะขาดแคลนอุปทานน้ำมันในตลาดโลก และจะผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนการผลิตสินค้า ภาคการขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่ได้หากการปิดล้อมยืดเยื้อ ด้วยเหตุนี้ ทั่วโลกจึงกำลังจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพราะสันติภาพในภูมิภาคนี้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก









